บทที่ 13 ค้าง
สุดท้ายเพลงขิมก็เดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลธนัทพรภวิษย์อย่างปลอดภัย เธอเดินลงจากรถและตรงเข้าตัวบ้านโดยมีแสงเหนือเดินนำ แต่เขากลับต้องคอยหันมองเธออยู่เรื่อย ๆ เพราะเธอนั้นขยับก้าวเดินอย่างเชื่องช้า สีหน้าอึดอัดกังวลใจของเธอก็ทำให้ร่างสูงนึกขำอยู่ไม่น้อย
“หนูเพลงขิม มาแล้วเหรอลูก” เสียงของคุณหญิงบุษบา แม่ของแสงเหนือนั้นดังมาแต่ไกล เธอรีบออกมาต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้ของตนเองจนถึงหน้าบ้าน ทำเอาเพลงขิมรีบยกมือสวัสดีทักทายเป็นการใหญ่
“มาจ้ะ ไม่ต้องเกร็งนะลูก พอตาเหนือบอกว่าจะพาหนูมานี่ แม่ก็รีบลงครัวด้วยตัวเองทำกับข้าวเอาไว้รอหนูเพียบเลย”
ท่าทีต้อนรับอย่างดีจากแม่ของตนเอง ทำให้แสงเหนือรู้สึกเซ็งไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเพลงขิมก็ดูไม่มีความสุขสมใจอยากเขาอยู่ดี จะติดก็แต่คำว่า ‘แม่’ ที่เขารู้สึกขัดหูชะมัด
“เรียกคุณน้าอย่างเดิมก็พอแล้วมั้ง ยังไม่ทันจะได้แต่งเลย”
“ยังไงก็ต้องแต่งอยู่ดี ไม่เรียกแม่วันนี้จะเรียกวันไหน เพลงขิมเรียกแม่ให้ฟังหน่อยสิลูก” ปลายประโยคของผู้เป็นแม่ หันไปหาเพลงขิมด้วยน้ำเสียงใจดีที่ดูแกมบังคับเล็กน้อย
“เอ่อ ค่ะแม่”
“เหอะ!แน่ใจเหรอว่าจะได้แต่ง” แสงเหนือทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็เดินหายเข้าตัวบ้านไปโดยไม่รอใครอีก เขาตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อให้เพลงขิมเป็นฝ่ายถอยออกไปเองอยู่แล้ว จึงมั่นใจในคำพูดของตนเองมาก
“อย่าไปสนใจความงี่เง่าของลูกชายแม่เลย เราเข้าบ้านกันเถอะ นี่น้องก็อยู่ด้วยนะ”
“ออโรร่าเหรอคะ ดีจังเลยค่ะ” เพลงขิมเริ่มระบายยิ้มออกมา เพราะถือว่าคนที่คุ้นเคยที่สุดนั้นก็คือออโรร่า น้องสาวของแสงเหนือ
ทั้งสองคนเคยเจอกันบ่อยครั้งที่บริษัท โดยออโรร่านั้นเข้าไปศึกษาดูงานอยู่ช่วงหนึ่งก่อนไปอยู่สวีเดนเต็มตัว ส่วนเพลงขิมนั้นไปหาพ่อบ่อย ๆ อยู่แล้ว บางครั้งเวลาที่เธอผ่านก็แวะซื้อข้าวหรือของว่างเข้าไปให้พ่อบ้าง หรือแม้กระทั่งไปรอพ่อกลับบ้านพร้อมกันก็เคย เนื่องจากบริษัทของตระกูลนี้นั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาวิทยาลัยกับบ้านของเธอนั่นเอง
และที่ทั้งคู่ได้ทำความรู้จักกันก็เพราะออโรร่า ที่เคยแอบเห็นเพลงขิมนั้นเป็นลูกมือช่วยงานพ่อของเธออยู่หลายครั้ง เธอเห็นว่าหญิงสาวนั้นมีความรู้ในงานบริหารมากพอสมควรทั้ง ๆ ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน ไม่ใช่แค่ออโรร่าที่ได้เห็น การทำงานที่ดูคล่องแคล่วไร้ที่ตินั้นยังอยู่ในสายตาที่ดูชื่นชมอย่างมากของคณิณและบุษบาด้วยเช่นกัน ก่อนออโรร่าจะมารู้ทีหลัง หลังจากได้พูดคุยกันแล้วว่าเพลงขิมนั้นเรียนคณะบริหาร ทำให้ทั้งคู่คุยกันถูกคอ และเข้ากันได้ดีทีเดียว
“ใช่จ้ะ แต่เดี๋ยวทั้งพ่อแม่และก็น้องจะบินกลับสวีเดนพรุ่งนี้แล้ว ทิ้งงานที่นู่นมานานน่ะ”
ทั้งบุษบาและเพลงขิมพากันเดินเข้ามาในตัวบ้าน เธอได้รับการต้อนรับอย่างดีจากพ่อของแสงเหนือเช่นกัน และยังมีคนสำคัญอย่างออโรร่าที่พอจะเปลี่ยนความรู้สึกอึดอัดที่เธอมีอยู่ได้บ้าง บรรยากาศของโต๊ะอาหารมื้อนี้ก็เลยออกจะไปในทางที่ดีสำหรับเธอมากกว่า โดยเฉพาะเสียงเจื้อยแจ้วของออโรร่าที่ตั้งแต่เพลงขิมเข้ามา เธอก็ยังพูดไม่หยุด
“วันนั้นนะกองเอกสารของลุงราเชนทร์ตั้งพะเนินเลย พี่ขิมช่วยเคลียร์แป๊บเดียวโต๊ะโล่งเลยค่ะ เอกสารพวกนั้นถูกส่งต่อได้หมดแบบทันเวลา พี่ขิมนี่ทำงานเอกสารเก่งสุด ๆ”
“ไม่ขนาดนั้นเสียหน่อย เราน่ะพูดเกินจริงไปแล้ว” เพลงขิมตอบเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของออโรร่าอย่างถ่อมตัวประดับรอยยิ้ม
จากคนที่ควรเป็นทุกข์อย่างเพลงขิมก็กลับกลายเป็นแสงเหนือเสียเอง เขาหัวเสียสุด ๆ ที่แกล้งเธอไม่สำเร็จ ตอนนี้เพลงขิมดูไม่อึดอัดอย่างที่เขาคิดไว้ ชายหนุ่มงงอยู่พอสมควรกับภาพตรงหน้า พ่อแม่ของเขาต้อนรับเธอดีเกินคาด ถึงเขาจะรู้ว่าพ่อกับแม่รักเพลงขิมแปลก ๆ แต่นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ ไหนจะน้องสาวของเขาที่เข้ากับเธอเป็นปี่เป็นขลุ่ยนั่นอีก
ไปสนิทกันตอนไหนก่อน?
“จริงอย่างที่น้องบอกแล้วลูก วันนั้นแม่ก็เห็น หนูยังเรียนอยู่เลยนี่ ไปมีประสบการณ์การทำงานจากที่ไหนกัน”
“ขิมเรียนบริหารธุรกิจน่ะค่ะ บางอย่างที่เรียนมาก็สามารถเอามาใช้ได้ แต่บางอย่างก็ต้องอาศัยประสบการณ์จริง ๆ ซึ่งขิมยังไม่มีตรงนั้นเลยค่ะ”
“ไว้มีโอกาสลองไปฝึกงานที่บริษัทดูนะหนูขิม จะได้มีแสงเหนือช่วยดูงานให้”
“โอ๊ยพ่อ งานพี่เขาแท้ ๆ ยังไม่ยอมดูเองเลย แล้วเขาจะยอมดูให้พี่ขิมไหมล่ะ”
“ผมอิ่มแล้วครับ ขอตัว”
แสงเหนือไม่ได้รอให้ใครตอบรับ เขาลุกไปท่ามกลางวงข้าวที่เงียบกริบ ก่อนจะเดินขึ้นชั้นบน และเข้าห้องนอนของตนเองไปไม่ลงมาอีกเลย
ทุกคนข้างล่างก็ได้แต่มองกันไปกันมาอยู่สักพัก เพราะรู้ดีว่าแสงเหนือคงจะรู้สึกแย่กับประโยคของออโรร่าไม่น้อย
“ขอโทษนะคะ ทุกคนเสียบรรยากาศเพราะหนูเลย” ออโรร่าคอตกเล็กน้อย กล่าวขอโทษด้วยความสำนึกผิด
“อันที่จริงเขาคงรู้สึกแย่กับประโยคนั้นเพราะขิมมากกว่าค่ะ เขาไม่ได้อยากหมั้นหรืออยากแต่งกับขิม ยิ่งได้ยินคำพูดแบบนั้นมันคงไปตอกย้ำเขาว่าเขาต้องแต่งงานกับขิมเพราะอะไร”
“อย่าคิดอย่างนั้นเลยลูก แม่น่ะเสียดายความเก่งรอบด้านของตาเหนือ ทั้งที่มีพรสวรรค์แต่กลับไม่ใช้ พ่อกับแม่อยากให้เขาทำตัวดีกว่านี้ก็เลยคาดหวังว่าจะมีใครมาเปลี่ยนเขาได้ แล้วที่แม่เลือกหนูก็เพราะแม่รู้ว่าหนูต้องเปลี่ยนตาเหนือได้แน่”
“แล้วเรื่องเงื่อนไขในการแต่งงานนั่นก็ช่างมันเถอะลูก อย่าคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ เพราะตาเหนือทำผิดเอง ไม่ว่าจะยอมรับบทลงโทษหรือไม่ สำคัญที่สุดคือต้องยอมรับความผิดให้ได้ด้วย”
คำพูดของชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่หัวโต๊ะทำให้ทุกคนผ่อนคลายมากขึ้น โดยเฉพาะเพลงขิมที่ยิ่งรู้สึกอบอุ่นอย่างมากมาย ตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่คุณหญิงบุษบานั้นจะพาเปลี่ยนเรื่องคุย
“มืดมากแล้วนะ ตาเหนือก็ทิ้งหนูขึ้นไปนอนแบบนั้น ยังไงวันนี้หนูขิมนอนที่นี่ก่อนแล้วกันนะลูก”
“เอ่อ ขิมกลับได้ค่ะแม่ ให้ขิมกลับดีกว่านะคะ”
“ไม่ได้ ๆ ลูกอันตราย” ผู้เป็นแม่ไม่สนใจคำค้านของหญิงสาว เธอกดสมาร์ตโฟนโทรออกไปหาราเชนทร์ เพื่อบอกกล่าวว่าจะให้ลูกสาวของเขานั้นนอนที่บ้านหลังนี้อย่างดิบดี ซึ่งปลายสายก็ไม่ได้ทักท้วงอะไรด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไว้วางใจครอบครัวนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นเพลงขิมก็ถูกจัดแจงให้ขึ้นมายังชั้นบนของตัวบ้าน โดยมีแม่บ้านที่พามาส่งยังห้องนอนแขก แต่ที่เธอตกใจคือในระหว่างที่เดินผ่านห้องนอนของแสงเหนือนั้น แม่บ้านกลับแนะนำเธอด้วยว่านั่นคือห้องของเขา ร่างบางงุนงงอย่างหนักว่าจะบอกเธอทำไม ถึงจะพอเดาได้อยู่แล้วก็เถอะ
เพลงขิมที่เพิ่งเข้าห้องมาได้ไม่นานนัก และกำลังเดินชมความหรูหราภายในห้องก็ต้องหันกลับไปที่ประตูอีกครั้ง เนื่องจากมันดังขึ้นมาเพราะมีคนเคาะเรียก
“หนูเอาชุดนอนมาให้ ใส่ของหนูไปก่อนแล้วกันนะคะ พยายามเลือกแบบที่น่าจะเข้ากับพี่ขิมมาให้แล้วค่ะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างใจดีทันทีที่ประตูถูกเปิดออก เพลงขิมคาดไว้อยู่แล้วว่าคงจะต้องมีใครเอาข้าวของเครื่องใช้เข้ามาให้ และเธอก็โล่งใจที่เป็นออโรร่า บุคคลที่เธอสามารถพูดคุยได้ง่ายที่สุดในบ้านหลังนี้
“ขอบใจจ้ะ อยากเข้ามาหน่อยไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ มันอาจจะแปลกที่สำหรับพี่ขิมไปสักหน่อย แต่พักผ่อนเถอะนะคะ ห้องของหนูอยู่ริมสุดทางเดิน มีอะไรก็เรียกได้เลยค่ะ”
“จ้ะ”
เพลงขิมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม เธอปิดประตูลงอีกครั้งก่อนก้มลงมองชุดนอนในมือ ก่อนที่ใบหน้าสวยจะแสดงความรู้สึกตกใจออกมา
ไหนว่าน้องเลือกชุดให้เข้ากับเธอแล้วไง นี่เธอดูเซ็กซี่ขนาดที่จะใส่ชุดแบบนี้นอนเลยหรือไงเนี่ย
